"เคาน์เตอร์หินควอตซ์" ทำร้ายปอด? ต่างชาติพบโรคซิลิโคซิสพุ่ง ต้องปลูกถ่ายปอด!

"เคาน์เตอร์หินควอตซ์" ทำร้ายปอด? ต่างชาติพบโรคซิลิโคซิสพุ่ง ต้องปลูกถ่ายปอด!

"เคาน์เตอร์หินควอตซ์" ทำร้ายปอด? ต่างชาติพบโรคซิลิโคซิสพุ่ง ต้องปลูกถ่ายปอด!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เคาน์เตอร์หินควอตซ์กำลังทำร้ายปอดคนงาน? แคลิฟอร์เนียพบโรคซิลิโคซิสพุ่ง หลายสิบรายต้องปลูกถ่ายปอด

วัสดุยอดนิยมในครัวอย่าง “หินควอตซ์สังเคราะห์” หรือ Engineered Stone กำลังกลายเป็นประเด็นใหญ่ด้านอาชีวอนามัยในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังพบผู้ป่วยโรคซิลิโคซิสในกลุ่มคนงานตัดและเจียรหินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ระหว่างเดือนมกราคม 2019 ถึงเดือนมิถุนายน 2026 แคลิฟอร์เนียตรวจพบผู้ป่วยซิลิโคซิสที่เกี่ยวข้องกับงานผลิตเคาน์เตอร์หินควอตซ์สังเคราะห์แล้วอย่างน้อย 592 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 65 รายต้องเข้ารับการปลูกถ่ายปอด และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 31 ราย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า จำนวนจริงอาจสูงกว่านี้ เพราะผู้ป่วยบางส่วนอาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือถูกตรวจพบล่าช้า

อันตรายไม่ได้อยู่ที่การใช้เคาน์เตอร์ แต่อยู่ที่ “ฝุ่นตอนตัดและเจียร”

สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ เคาน์เตอร์ควอตซ์ที่ติดตั้งเสร็จแล้วไม่ได้หมายความว่าจะทำให้คนในบ้านเป็นโรคปอดจากการใช้งานตามปกติ ความเสี่ยงหลักเกิดขึ้นกับ คนงานที่ตัด เจียร ขัด หรือแต่งชิ้นงาน เพราะขั้นตอนเหล่านี้สามารถปล่อยฝุ่นซิลิกาผลึกขนาดเล็กมากเข้าสู่อากาศ

เมื่อฝุ่นชนิดนี้ถูกสูดเข้าไปเป็นเวลานาน อนุภาคสามารถเข้าไปสะสมในปอดและกระตุ้นให้เกิดพังผืด ทำให้เนื้อปอดแข็งและสูญเสียความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน จนนำไปสู่โรคที่เรียกว่า ซิลิโคซิส (Silicosis) ซึ่งเป็นโรคปอดจากการทำงานที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC/NIOSH ระบุว่า หินสังเคราะห์บางชนิดมีซิลิกาผลึกในสัดส่วนสูงกว่า 90% จึงสามารถสร้างฝุ่นที่มีความเข้มข้นสูงมากระหว่างกระบวนการผลิต โดยเฉพาะเมื่อทำงานแบบแห้งหรือมีระบบควบคุมฝุ่นไม่เพียงพอ

จาก 31 รายในปี 2019 สู่ผู้ป่วยหลายร้อยราย

วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ย้อนกลับไปในปี 2019 แคลิฟอร์เนียเริ่มมีการบันทึกผู้ป่วยซิลิโคซิสในกลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมหินเพียงไม่กี่สิบราย แต่จำนวนกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหลายร้อยรายในเวลาไม่กี่ปี

ข้อมูลที่รวบรวมถึงกลางปี 2026 พบผู้ป่วยอย่างน้อย 592 ราย โดยเกือบทั้งหมดเป็นผู้ชาย และประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยอยู่ในลอสแอนเจลิสเคาน์ตี อายุมัธยฐานขณะได้รับการวินิจฉัยอยู่ที่ประมาณ 46 ปี ขณะที่อายุมัธยฐานของผู้เสียชีวิตอยู่ที่เพียง 52 ปี

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุ แต่สามารถเกิดในคนวัยทำงานที่สัมผัสฝุ่นซิลิกาเข้มข้นเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในโรงงานขนาดเล็กหรือสถานประกอบการที่ควบคุมฝุ่นไม่ดี

บางรายอาการหนักจนต้อง “เปลี่ยนปอด”

ซิลิโคซิสเกิดจากแผลเป็นถาวรในเนื้อปอด เมื่อโรคลุกลาม ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจลำบาก ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย และระดับออกซิเจนในเลือดต่ำลงเรื่อย ๆ

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ทำให้เนื้อปอดที่เป็นพังผืดกลับมาเป็นปกติ หากโรครุนแรงมาก การปลูกถ่ายปอดอาจกลายเป็นทางเลือกสุดท้าย ซึ่งในแคลิฟอร์เนียมีผู้ป่วยจากอุตสาหกรรมหินสังเคราะห์อย่างน้อย 65 รายที่ต้องเข้ารับการปลูกถ่ายปอดแล้ว

งานวิจัยด้านการปลูกถ่ายปอดในผู้ป่วยซิลิโคซิสจากหินสังเคราะห์ยังพบว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอายุค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังประเภทอื่น ซึ่งตอกย้ำความรุนแรงของการสัมผัสฝุ่นซิลิกาในระดับสูงเป็นเวลานาน

กรณีคนงานที่ต้องหยุดทำงาน เพราะปอดเสื่อมลงเรื่อย ๆ

หนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบคือ Enrique Gonzalez คนงานอุตสาหกรรมหินจากย่าน San Fernando Valley ซึ่งทำงานตัดและแปรรูปหินมาหลายปี ก่อนจะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซิลิโคซิส

หลังอาการป่วยรุนแรงขึ้น เขาไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ส่งผลกระทบทั้งต่อรายได้ของครอบครัวและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ได้กระทบเพียงสุขภาพ แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของแรงงานและครอบครัวโดยตรง

หินควอตซ์สังเคราะห์ต่างจากหินธรรมชาติอย่างไร?

หินควอตซ์สังเคราะห์มักผลิตจากอนุภาคแร่ควอตซ์ที่นำมาผสมกับเรซินและสารยึดเกาะ ก่อนอัดขึ้นรูปเป็นแผ่น วัสดุชนิดนี้ได้รับความนิยมเพราะมีความแข็งแรง สีและลวดลายสม่ำเสมอ ดูแลรักษาง่าย และมีตัวเลือกด้านดีไซน์จำนวนมาก

ปัญหาอยู่ที่วัสดุบางประเภทมีปริมาณซิลิกาผลึกสูงมาก เมื่อถูกตัดหรือเจียร จึงสามารถสร้างฝุ่นซิลิกาขนาดเล็กจำนวนมากได้ ต่างจากหินธรรมชาติบางชนิดที่มีปริมาณซิลิกาต่ำกว่า แม้หินธรรมชาติเองก็ยังสามารถสร้างฝุ่นซิลิกาและก่อความเสี่ยงได้เช่นกัน

ดังนั้น การพูดว่า “ควอตซ์เป็นพิษ” แบบเหมารวมจึงไม่แม่นยำเท่ากับการบอกว่า กระบวนการแปรรูปหินที่มีซิลิกาสูงโดยไม่มีมาตรการควบคุมฝุ่นที่เพียงพอ เป็นอันตรายอย่างมากต่อคนงาน

ฝุ่นซิลิกาไม่ได้เสี่ยงแค่ซิลิโคซิส แต่ยังเกี่ยวข้องกับมะเร็งปอด

ฝุ่นซิลิกาผลึกที่สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ถูกจัดเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ และนอกจากซิลิโคซิสแล้ว การสัมผัสในระยะยาวยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งปอด โรคไต และโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า “เคาน์เตอร์ควอตซ์ในบ้านทำให้เป็นมะเร็งปอด” โดยตรง ความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงในรายงานส่วนใหญ่เกิดกับแรงงานที่สัมผัสฝุ่นจำนวนมากระหว่างการตัด เจียร ขัด และติดตั้งวัสดุเป็นประจำ

แคลิฟอร์เนียออกมาตรการเข้มขึ้น แต่การละเมิดยังพบสูง

รัฐแคลิฟอร์เนียเริ่มออกมาตรการฉุกเฉินด้านความปลอดภัยตั้งแต่ปลายปี 2023 เพื่อควบคุมการสัมผัสฝุ่นซิลิกาในอุตสาหกรรมผลิตหิน โดยกำหนดมาตรการ เช่น การตัดแบบใช้น้ำ การควบคุมฝุ่น การใช้เครื่องช่วยหายใจที่เหมาะสม และการตรวจสุขภาพแรงงาน

ต่อมาในปลายปี 2024 มาตรการดังกล่าวถูกพัฒนาเป็นมาตรฐานถาวรที่เข้มงวดขึ้น แต่หน่วยงานด้านความปลอดภัยของรัฐยังพบการฝ่าฝืนกฎในสถานประกอบการจำนวนมาก ทำให้เกิดข้อกังวลว่าเพียงการเพิ่มกฎอาจยังไม่เพียงพอ หากการบังคับใช้ไม่ครอบคลุม

ปี 2026 แคลิฟอร์เนียเดินหน้าพิจารณา “ห้ามหินสังเคราะห์ซิลิกาสูง”

เมื่อจำนวนผู้ป่วยยังเพิ่มขึ้น หน่วยงานด้านความปลอดภัยในการทำงานของแคลิฟอร์เนียจึงเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนพิจารณามาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม โดยมีข้อเสนอให้ห้ามการผลิตหรือแปรรูปเคาน์เตอร์หินสังเคราะห์ที่มีซิลิกาผลึกมากกว่า 1%

ในเดือนพฤษภาคม 2026 คณะกรรมการมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของรัฐได้เดินหน้ากระบวนการพิจารณามาตรการดังกล่าว และในเดือนกรกฎาคมยังมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎฉุกเฉินเพิ่มเติม

ผู้สนับสนุนมาตรการมองว่า เมื่อมีวัสดุทดแทนที่มีซิลิกาต่ำกว่า การลดหรือเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ซิลิกาสูงอาจเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุด ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนแย้งว่า ปัญหาหลักอยู่ที่การไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของโรงงาน มากกว่าตัววัสดุเอง

ออสเตรเลียเคยเลือกใช้มาตรการที่แรงกว่า

ประเด็นหินสังเคราะห์กับโรคซิลิโคซิสไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ออสเตรเลียเผชิญปัญหาผู้ป่วยในกลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมเดียวกัน จนนำไปสู่การประกาศห้ามใช้หินสังเคราะห์บางประเภททั่วประเทศ

กรณีของออสเตรเลียจึงถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในตัวอย่างประกอบการถกเถียงในแคลิฟอร์เนียว่า หากมาตรการควบคุมฝุ่นไม่สามารถหยุดจำนวนผู้ป่วยได้ การลดวัสดุที่มีซิลิกาสูงตั้งแต่ต้นทางอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ผู้ใช้เคาน์เตอร์ควอตซ์ที่บ้านต้องกังวลหรือไม่?

สำหรับผู้บริโภคทั่วไปที่มีเคาน์เตอร์ควอตซ์ติดตั้งอยู่ในบ้าน ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะปัญหาหลักเกิดจากฝุ่นที่ถูกปล่อยออกมาในระหว่างการตัด เจียร ขัด หรือดัดแปลงวัสดุ ไม่ใช่จากการวางอาหารหรือใช้งานบนพื้นผิวที่ติดตั้งเสร็จแล้ว

หากต้องการเจาะ ตัด หรือปรับแต่งเคาน์เตอร์ภายหลัง ควรใช้ช่างที่มีมาตรการควบคุมฝุ่นอย่างเหมาะสม และไม่ควรใช้เครื่องมือแห้งตัดวัสดุภายในบ้านโดยไม่มีระบบดูดฝุ่นหรืออุปกรณ์ป้องกันทางเดินหายใจ

สรุป เคาน์เตอร์ควอตซ์เป็น “ฆาตกรปอด” จริงหรือไม่?

สิ่งที่เป็นอันตรายไม่ใช่การมีเคาน์เตอร์ควอตซ์อยู่ในครัว แต่คือ ฝุ่นซิลิกาผลึกที่เกิดขึ้นขณะผลิต ตัด เจียร และขัดหิน โดยเฉพาะในวัสดุสังเคราะห์ที่มีซิลิกาสูง หากสูดฝุ่นเหล่านี้เป็นเวลานานโดยไม่มีการป้องกัน อาจทำให้เกิดซิลิโคซิสที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด และในบางรายรุนแรงถึงขั้นต้องปลูกถ่ายปอดหรือเสียชีวิต

การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยในแคลิฟอร์เนียจึงเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยในการทำงานมากกว่าความเสี่ยงต่อผู้ใช้เคาน์เตอร์ทั่วไป และกำลังผลักดันให้รัฐพิจารณามาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้แรงงานรุ่นต่อไปต้องเผชิญความเสียหายต่อปอดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

 

แหล่งอ้างอิง

  1. CDC/NIOSH: Engineered Stone and Silicosis
  2. California Department of Industrial Relations: Respirable Crystalline Silica
  3. California Department of Industrial Relations: Efforts to Protect Workers from Silicosis
  4. California Department of Industrial Relations: Emergency Silica Standard
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล